top of page

Cullinan Diamond

ในปี ค.ศ.1905 มีการขุดพบเพชรก้อนใหญ่ น้ำหนัก 3,106.75 กะรัต

ถือเป็นเพชรก้อนใหญ่ที่สุดที่โลกเคยค้นพบมา

​

เพชรก้อนนี้ถูกตั้งชื่อว่า “Cullinan Diamond” ตามชื่อของเซอร์ทอมัส คิลลินัน (Sir. Thomas Cullinan)

ชาวอังกฤษผู้ครอบครองเหมืองเพชรที่ขุดพบ เพชรคัลลินันถูกซื้อโดยรัฐบาลอาณานิคมทรานส์วาล (Transvaal Colony) เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแก่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักรในโอกาส

วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ในปี ค.ศ.1907 อาณานิคมทรานส์วาลในตอนนั้นต้องการหาทางปรองดองกับอังกฤษ เพราะเพิ่งผ่านสงครามบูร์ครั้งที่ 2 รัฐบาลจึงมองว่าการมอบเพชรที่ทรงคุณค่าในนามประชาชน จะเป็นเครื่องหมายแสดงถึงการขอคืนดี และความจงรักภักดี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเพชรคัลลินัน

ก็เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง การมีไมตรีจิต และการร่วมมือกันระหว่างผู้ให้และผู้รับ

 

เพชรคัลลินันถูกเจียระไนโดย นายโยเซ็ฟ แอสเซอร์ เจ้าของห้างเพชร Royal Asscher Diamond Company

โยเซ็ฟใช้เจียระไนเป็นเวลา 6 เดือน

​

เพชรคัลลินันถูกแบ่งและเจียระไนออกเป็นเพชรเม็ดใหญ่ทั้งหมด 9 เม็ด และเศษเพชรขนาดเล็กอีก 98 เม็ด

เพชรเม็ดใหญ่ทั้ง 9 เม็ดถูกนำไปขึ้นตัวเรือน พร้อมทั้งตั้งชื่อเรียงลำดับตามขนาด

12433_edited.jpg
2.png

น้ำหนัก 530.20 กะรัต

เพชรได้รับการเจียระไนเป็นทรงหยดน้ำ (Pear Cut) เพชรเม็ดนี้ถูกเรียกอีกอย่างว่า “ดาวดวงเอกแห่งแอฟริกา” (The Great Star of Africa) ปัจจุบันถูกใช้ประดับยอดพระคทากางเขน (คทาประจำพระองค์ของกษัตริย์อังกฤษ) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์

แห่งสหราชอาณาจักร

12433_edited.jpg
3.png

น้ำหนัก 317.40 กะรัต

เพชรได้รับการเจียระไนเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Cushion Cut) นำมาประดับบริเวณฐานหน้าของ

มงกุฎอิมพิเรียลสเตต ซึ่งเป็นมงกุฎที่ใช้สวมหลังเสร็จพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เสด็จออกจากวิหารเวสต์มินสเตอร์ ควีนเอลิซาเบธ

ที่ 2 ทรงสวมมงกุฎอิมพิเรียลสเตตเป็นประจำทุกปีในพิธีการเปิดประชุมรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร

12433_edited.jpg
4.png

น้ำหนัก 94.4 กะรัต

เพชรได้รับการเจียระไนเป็นทรงหยดน้ำ (Pear Cut)

แรกเริ่มเดิมทีถูกใช้เพื่อเป็นเพชรเม็ดหลักประดับเทียร่า

(Delhi Durbar Tiara) ของพระนางมารี่ พระมเหสีของพระเจ้าจอร์ชที่ 5 ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7

​

​

​

12433_edited.jpg
5.png

น้ำหนัก 63.3 กะรัต

เพชรได้รับการเจียระไนเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Cushion Cut) เพชรเม็ดนี้เคยถูกใช้ทำเป็นเพชรประดับเทียร่า คู่กับ Cullinan III นำมาประดับบนตัวเรือน

เข็มกลัด เพชรทั้งสองเม็ดมีชื่อเล่นในหมู่สมาชิกราชวงศ์ว่า “Granny’s Chips” เพราะเป็นของที่พระองค์ได้รับสืบทอดมาจากสมเด็จย่า

12433_edited.jpg
6.png

น้ำหนัก 18.8 กะรัต

เพชรได้รับการเจียระไนเป็นทรงหัวใจ (Heart Cut)

เป็นเข็มกลัดตัวเรือนแพลตตินัมที่ถูกทำขึ้น เพื่อถวายพระนางแมรี่ในปี ค.ศ.1911 โดยเป็นหนึ่งในชุดเครื่องเพชรพิเศษที่ราชสำนักทำขึ้นใหม่สำหรับพิธีสวมมงกุฎจักรพรรดินีที่อินเดีย

​

12433_edited.jpg
7.png

น้ำหนัก 11.5 กะรัต

เพชรได้รับการเจียระไนเป็นทรงมาคี (Marquise Cut) ถูกใช้เป็นตัวเรือนที่ห้อยบนเข็มกลัด ด้านบนตัวเรือนประดับด้วยเพชร Cullinan VIII

​

​

12433_edited.jpg
8.png

น้ำหนัก 8.8 กะรัต

เพชรได้รับการเจียระไนเป็นทรงมาคี (Marquise Cut) เพชรเม็ดนี้เป็นของขวัญที่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 มอบให้กับพระนางอเล็กซานดร้า พระมเหสีของพระองค์

ซึ่งตกทอดต่อมาให้กับพระนางแมรี่ซึ่งเป็นลูกสะใภ้

พระนางแมรี่ใช้เพชรเม็ดนี้ประดับเป็นตัวห้อยในชุดสร้อยพระศอเพชรประดับมรกตเดลี เดอร์บาร์ (Delhi Durbar Necklace with Cullinan VII Pendant)

12433_edited.jpg
9.png

น้ำหนัก 6.8 กะรัต

เพชรได้รับการเจียระไนเป็นทรงสี่เหลี่ยมขอบมน (Cushion Cut) ใช้เป็นเข็มกลัดซึ่งสวมร่วมกับตัวห้อยที่ทำมาจาก Cullinan VI

​

​

​

​

12433_edited.jpg
10.png

น้ำหนัก 4.4 กะรัต

เพชรได้รับการเจียระไนเป็นทรงหยดน้ำ (Pear Cut)

ถูกนำมาทำเป็นหัวพระธำมรงค์ (แหวน) ของพระนางแมรี่ ปัจจุบันแหวนวงนี้มีชื่อเรียกว่า “Cullinan IX Ring”

​

​

​

​

Delhi Durbar Tiara คืออะไร?

Delhi Durbar Tiara เป็นเทียร่าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้แทนมงกุฎราชินีแห่งอังกฤษ ตอนสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และพระนางแมรี่มเหสีของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 ทั้งสองพระองค์เสด็จประเทศอินเดีย เพื่อสวมมงกุฎขึ้นเป็นจักรพรรดิและจักรพรรดินีแห่งอินเดีย เนื่องจากประเทศอังกฤษมีกฎห้ามนำเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักรออกจากประเทศ จึงต้องมีการสร้างมงกุฎและเทียร่าใหม่สำหรับใช้สวมในงานพิธี

 

ปัจจุบัน Delhi Durbar Tiara ได้รับสืบทอดมาจากพระนางแมรี่ ทรงรับสั่งให้ถอดเพชรคัลลินันออกเพื่อเปลี่ยนเป็นเข็มกลัด

Picture from The Practical Gemologist, History, RCT, Astteria.

Refer from The Practical Gemologist, History.

bottom of page